เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,292
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,292
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,912
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพกำลังจะเดินทางไปไหว้พระที่เมืองจีนกับทางเอ็นซีทัวร์ แต่ด้วยความที่ว่าช่วงเดินทางนั้นก็คือ ๖ โมงเย็น และจะไปถึงบ้านเขาดึกทีเดียว จึงต้องรีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน

    ในส่วนของเรื่องที่อยากจะพูดในวันนี้นั้นมีหลายเรื่อง เรื่องแรกก็คือช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมามีการสรงน้ำพระกันแทบทุกวัด แต่ว่าวัดที่สำคัญที่สุดก็คือวัดพระแก้วดอนเต้า เนื่องเพราะมีประวัติว่าเคยประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้ก่อน และมีการอุ้มองค์พระแก้วดอนเต้า ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อถวายน้ำสรงโดยเฉพาะ คล้ายกับหลวงพ่อทองคำองค์ใช้งานจริงของวัดท่าขนุน

    องค์หลวงพ่อทองคำนั้นไม่มีใครยกไหว เนื่องเพราะสร้างจากทองคำถึง ๙๗.๕๗๕ กิโลกรัม เกือบจะ ๙๘ กิโลกรัม ซึ่งทองคำนั้นถ้าหากว่าเราไปยก น้ำหนักจะถ่วงลงจุดเดียว ขนาดแค่องค์พระพุทธรูปปางลีลาประทานพรเนื้อทองคำ และพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเนื้อทองคำนั้น กระผม/อาตมภาพเองซึ่งสามารถยกข้าวสารได้เป็น ๑๐๐ กิโลกรัม ก็ไม่สามารถที่จะยกองค์พระทองคำน้ำหนัก ๓๖ กิโลกรัมขึ้นได้

    เนื่องเพราะว่าน้ำหนักทั้งหมดนั้นถ่วงลงจุดเดียวไม่มีการเฉลี่ยออกเหมือนอย่างอื่น จึงต้องสร้างพระพุทธรูปทองคำองค์ใช้งานจริงด้วยการหล่อจากเนื้อเงินขึ้นมา แล้วทำการชุบทองหนา ๓ ไมครอน ซึ่งถ้าคนไม่ทราบก็คงคิดว่าเป็นองค์ทองคำจริง ๆ เพราะว่าสีสันสวยงามเหมือนทองคำทั้งองค์ แต่เนื้อในก็คือเงินแท้นั่นเอง

    เมื่อมีการสร้างองค์พระแก้วดอนเต้าขึ้นมาเพื่อให้ทำการสรงน้ำ แต่ว่าปีนี้มีการพลาด แล้วทำองค์พระแก้วสรงน้ำนั้นตกแตก ทำให้หลายต่อหลายคนตกอกตกใจว่า จะเป็นลางร้ายอะไรเกิดขึ้นกับส่วนรวมหรือเปล่า ? กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกให้กับทุกท่านสบายใจว่า องค์พระแก้วท่านรับเคราะห์แทนพวกเราทุกคนไปแล้ว ต่อให้มีเหตุการณ์อะไรร้าย ๆ เกิดขึ้น ก็จะไม่หนักหนาเกินกว่าที่จะรับมือได้

    แต่ว่าต้องขอให้ทุกท่านสร้างกำลังใจให้มั่นคงอยู่กับพระรัตนตรัย ก็คือมีการภาวนารำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ปกปักรักษาตัวเราและคนที่เรารักเอาไว้ทุกวัน ถ้าหากว่าสามารถชักชวนคนรอบข้างให้ร่วมกันภาวนาด้วยได้ก็จะยิ่งดี เนื่องเพราะว่าสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของทั้งโลก จะทำให้เราต้องเดือดร้อนไปด้วยแม้ว่าจะไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ด้วยชะตากรรมของประเทศ ก็จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ตลอดจนกระทั่งภัยธรรมชาติรุนแรงเกิดขึ้น พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยึดคุณพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างมั่นคงและจริงจัง อย่างน้อย ๆ กุศลที่เรารำลึกถึงความดีตรงนี้ ก็จะได้ปกปักรักษาตัวเราและคนที่เรารัก ให้ผ่านพ้นผองภัยเหล่านี้ไปได้ ไม่ต้องถึงขนาดเสียชีวิต หรือว่าเสียทรัพย์สินรุนแรงเหมือนกับคนอื่นเขา..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,292
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เรื่องต่อไปก็คือในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีการถ่ายรูปพระภิกษุสองรูปซึ่งฉันภัตตาหารเย็น ถ้าหากว่าท่านฉันแค่อาหารเย็นก็ยังพอรับได้ แต่ว่านอกจากอาหารเย็นแล้วยังมีสุราเมรัยอีกด้วย..! เมื่อสืบความไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่วัดพรหมวงศารามที่ท่านอยู่ ท่านเป็นพระที่มาจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาขออาศัยเพื่อศึกษาเล่าเรียน

    เรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพขอท้าวความไปถึงตั้งแต่ดินแดนล้านนาของเรา ซึ่งก็ประกอบไปด้วยภาคเหนือหลายจังหวัด เคยอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามาถึง ๖๐ ปี แล้วทางพม่านั้นก็นำเอาพระธรรมวินัยแบบพม่าเข้ามาเผยแผ่ในบ้านเราด้วย ก็คือเรื่องของการฉันภัตตาหารตอนเย็นได้ ซึ่งตรงจุดนี้นั้น บาลีคำเดียวกันก็คือ "วิกาล" (วิ-กา-ละ) หรือภาษาไทยว่าวิกาล (วิ-กาน) บ้านเราแปลการห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาลว่า ตั้งแต่หลังเที่ยงเป็นต้นไป ส่วนการห้ามเข้าไปในบ้านในเวลาวิกาลนั้น เราแปลว่าหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

    แต่ว่าทางประเทศพม่านั้น แปลคำว่าวิกาลก็คือหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ดังนั้น..ในช่วงตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ปรัมาณ ๔ - ๕ โมงเย็น หรือว่าเกือบ ๆ จะ ๖ โมงเย็นนั้น ทางด้านพม่าเขาฉันภัตตาหารกันเป็นปกติ ร้านอาหารต่าง ๆ ถึงขนาดจัดให้มีห้องสำหรับพระภิกษุสามเณรฉันภัตตาหารโดยเฉพาะ ในเมื่อเขาตีความพระธรรมวินัยลักษณะแบบนี้ เขาจึงไม่รู้สึกว่ามีความผิดอะไร แต่ว่าเมื่อทางด้านพม่ามีอำนาจปกครองล้านนาไทยของเรา ก็นำเอาแนวคิดและวิธีการปฏิบัติแบบนี้มาเผยแผ่ด้วย

    แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการเลือกว่า ถ้าลูกหลานจะบวชจะให้บวชวัดแบบไหน จะบวชในวัดที่ฉันอาหาร ๓ มื้อ บวชในวัดที่ฉันอาหาร ๒ มื้อ หรือว่าบวชในวัดที่ฉันอาหารมื้อเดียว พูดง่าย ๆ ว่าให้ลูกหลานของตนที่จะบวชนั้น สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่วัดแบบไหน ? กระผม/อาตมภาพเองพบเห็นมาด้วยตนเองว่า พอประมาณ ๔ - ๕ โมงเย็น สามเณรของวัดที่ฉัน ๓ มื้อ ก็จะปั่นจักรยานนำเอาปิ่นโตหลายเถากลับไปยังบ้านให้ญาติโยมบรรจุภัตตาหาร แล้วก็นำกลับมาถวายพระที่วัด เมื่อถามญาติโยมทั้งหลายที่ถวายภัตตาหารเย็น เขามีแนวคิดที่ว่าได้ถวายอาหารตอนที่พระเณรหิวที่สุด ถือว่าได้บุญมากที่สุด..!

    ดังนั้น..วัดจำนวนมากในล้านนาของเรา จึงมีการฉันภัตตาหารเย็นเป็นปกติ พระที่มาจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่สองรูปนั้น ก็น่าจะเคยชินกับแบบปฏิบัติอย่างนี้ แต่ว่าเมื่อมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ก็ไม่ได้ดูกาลเทศะ ไม่ได้ดูค่านิยมของทางภาคกลาง ไปฉันภัตตาหารตอนเย็นเหมือนเดิม

    ถ้าแค่นั้นก็ยังพอให้อภัยว่าเป็นแนวปฏิบัติจากบ้านของท่าน แต่ว่าดันมีสุรา คือเรื่องของเหล้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลายเป็นว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ใช่แค่ฉันภัตตาหารตามค่านิยมเสียแล้ว จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ถึงขนาดโดนทางวัดกรุงเทพฯ ขับไล่กลับไปยังต้นสังกัดเดิม แล้วทางต้นสังกัดเดิมก็คงเห็นว่าเป็นการทำความเสียหายให้ จึงได้มีการตั้งอธิกรณ์สอบสวนเพิ่มเติมกันขึ้นมาอีก..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,292
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพเองก็หนักใจมาก โดยเฉพาะสำนักเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม สำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ตลอดจนกระทั่งสำนักเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ โดยเฉพาะตามวิทยาลัยสงฆ์ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ต่าง ๆ นั้น มีครูบาอาจารย์จำนวนหนึ่งที่ท่านสอนว่า พวกเราเรียนกันหนักมาก ถึงเวลาเย็นต้องหิวเป็นธรรมดา ก็ฉันภัตตาหารได้ เพราะว่าการฉันอาหารในเวลาวิกาลนั้นเป็นแค่อาบัติปาจิตตีย์ ฉันแล้วมาปลงอาบัติก็แล้วกัน..!

    เรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพเองได้ยินมากับหูในสมัยที่เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก แต่ว่าก็ไม่ได้ไหลตามเขาไป แล้วในขณะเดียวกัน ในเมื่อเป็นแนวคิดแบบนี้ บรรดาพระนิสิตหรือว่าพระนักเรียน ที่ตั้งใจบวชเข้ามา เพื่อที่จะได้ศึกษาความรู้ให้มากขึ้น ถึงเวลาก็สึกหาลาเพศไปทำมาหากิน หรือว่าเพื่อเอาความรู้นี้ไปต่อยอด ให้ตนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์ที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงไม่ได้เกรงอกเกรงใจใคร ถึงเวลาก็ฉันภัตตาหารเย็นกันเป็นปกติ เพราะถือว่าฉันแล้วปลงอาบัติได้ อยู่ในลักษณะต้องอาบัติแบบน่าเกลียดน่าชังที่สุด ก็คือต้องโดยไม่ละอาย..!

    แม้กระทั่งการไปต่างประเทศก็ตาม ก็มีการไปฉันภัตตาหารเป็นปกติ ล่าสุดนี้ที่กระผม/อาตมภาพได้ข่าวมา ก็คือ พระที่ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วให้ทางคณะทัวร์สั่งภัตตาหารเย็นให้ ทำให้พระภิกษุสามเณรของประเทศลาวส่วนหนึ่งที่พบเห็น มีการตำหนิว่ากล่าวกันโดยตรง ทำเอาทางคณะทัวร์อับอายแทบจะมุดดินหนี..! แต่ขอโทษเถอะ )..พระภิกษุนักเรียนจากเมืองไทยที่ไปดูงาน ฉันกันอย่างไม่สะทกสะท้าน..! ไม่ทราบเหมือนกันว่ามั่นใจในความรู้ของตนเองว่าเป็นแค่อาบัติปาจิตตีย์ ฉันแล้วปลงได้หรืออย่างไร ?!

    ท่านทั้งหลายเหล่านี้นั้นตกอยู่ในความประมาทเป็นปกติ เนื่องเพราะว่ากิเลสนั้นมีมายามาก ถึงเวลาไปงดเว้นเข้าก็จะอ้างว่า "คราวที่แล้วยังได้เลย" แล้วท่านก็จะอยู่ในลักษณะต้องอาบัติ ต้องแล้ว ต้องเล่า พูดง่าย ๆ ก็คือชั่วแล้วชั่วอีกนั่นเอง..! ในเมื่อโดนอาบัติมากเข้า มากเข้า ท่านทั้งหลายก็จิตใจหยาบขึ้นทุกวัน จนอาจจะต้องอาบัติหนักที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย..!

    เรื่องพวกนี้ กระผม/อาตมภาพเอง ถ้าหากว่าเป็นพระของวัดท่าขนุน ได้รับการตักเตือนและฝึกฝนอบรมมา ก็ยังพอที่จะไว้วางใจได้ว่าจะไม่ไหลตามกระแสคนอื่นเขาไป แต่ว่าวัดอื่น ๆ นั้น ด้วยความที่ทำอะไรแล้วถูกกิเลสตนเอง เมื่อได้รับคำสอนประเภทนี้ก็พร้อมที่จะกลายเป็นหมาหางด้วนตามเขาไปทันที
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,292
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,912
    สมัยที่เรียนอยู่ช่วงบ่ายหรือว่าช่วงเย็น พวกกระผม/อาตมภาพที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอยู่หน้าห้อง ทางหลังห้องเขาก็มีการตั้งวงกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาลัด เป็นถั่วลิสงคั่ว หรืออะไรก็ตาม นั่งแกะนั่งฉันกันอยู่ท้ายห้อง ถ้าหากว่าทนรำคาญไม่ไหว กระผม/อาตมภาพก็ตะโกนไปว่า "เฮ้ย..อาบัติแดกนะมึง..!"

    ปรากฏว่าพวกเถียงกลับมาว่า "อาบัติถ้าไม่แดกพระ แล้วจะแดกใคร ?!" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่ถอนใจ เพราะว่าพรรคพวกบางส่วนก็เป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ที่ต้องไปปกครองคนอื่น ถ้าหากว่าตนเองยังทำแบบนี้ แล้วจะไปสั่งสอนคนอื่นเขาให้ดีงามตามพระธรรมวินัยได้อย่างไร ?

    ดังนั้น..ในเรื่องของพระที่ฉันภัตตาหารเย็นนั้น ต้องถือว่าท่านพ่ายแพ้ให้กับกิเลส แล้วก็ยังหน้าด้านหน้าทนหนัก ถึงขนาดฉันภัตตาหารพร้อมกับสุราอีกต่างหาก..! พูดง่าย ๆ ว่าต้องอาบัติซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ โดยไม่มีความเกรงใจเลย แบบนี้ถึงท่านบวชไปก็เอาดีไม่ได้ นอกจากที่จะสร้างเวรสร้างกรรมให้แก่ตนเองมากขึ้นทุกวัน

    เรื่องพวกนี้ กระผม/อาตมภาพไม่ได้แปลกใจเลย เพราะว่าหลังจากที่ฝึกมโนมยิทธิได้ใหม่ ๆ ลงไปดูในนรกทุกขุมแล้ว เห็นว่าบรรดานักบวชของเราส่วนใหญ่ ร้อยละเกือบทั้งร้อย ลงไปอยู่ข้างล่างจนแน่นขนัดไปหมด..! เป็นเรื่องที่ชวนสลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ยอมบวชจนกระทั่งอายุ ๒๗ ปี แม้ว่าโยมแม่จะรบเร้าให้บวชปีละหลาย ๆ ครั้งก็ตาม จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านต้องการพระบวชแก้บน ๓ รูป เมื่อท่านเอ่ยปากปรารภ จึงได้รับปากบวชกับท่านแค่ ๗ วัน พอดีว่ามีประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พิเศษ ทำให้อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้..!

    ดังนั้น..ในการที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงกำหนดเอาไว้ว่า พระที่จะบวชที่วัดท่าซุงนั้นต้องฝึกมโนมยิทธิได้ก่อน ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายนั้นไปดูเสียให้พอว่า ถ้าทำชั่วแล้วจะได้รับโทษอย่างไร ? แล้วถ้ายังตั้งหน้าตั้งตาทำชั่วอีก ก็เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องไปรับกรรมกันเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...