แม้วข้องใจป๋าหนุนม็อบ อ้างข่าวกรองรุกสี่เสามีแผนปรับครม.ก่อนยุบ

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 24 กุมภาพันธ์ 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,175
    "ทักษิณ" ทุรนทุรายดิ้นหาทางออก ดอดพบ "ป๋าเปรม" สอบถามไฟเขียว "จำลอง" เคลื่อนไหวจริงหรือไม่ หลังข่าวกรองรายงาน "มหา" เอาไปอ้างกับญาติธรรมที่นครสวรรค์

    <DD> พล่านวิ่งหา "จิ๋ว" ช่วยประเมินกำลังม็อบ 26 ก.พ. ซื่อตาใสครวญ "ผมถูกกลั่นแกล้ง" วางหมากปรับ ครม.ให้คนที่ไว้วางใจคุมกระทรวงสำคัญ ก่อนประกาศยุบสภา หวังต่อลมหายใจไปอีก 2 เดือน "วิษณุ" ส่งสัญญาณแนะ ส.ส.ที่ปันใจออกจากพรรครีบลาออกเผื่ออาจทันลงสมัครใหม่สมัยหน้า ไทยรักไทยแจ้ง ส.ส.รีบไปรับ 3 แสนเร่งลงพื้นที่ ฝ่ายค้านนัดหารือกำหนดท่าทีประชุมร่วม 2 สภา
    <DD>ตลอดทั้งวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หมดเวลาไปกับการแก้เกมการเมือง หลังมีข่าวแพร่สะพัดว่านายกฯ อาจตัดสินใจยุบสภา เพื่อหนีแรงกดดันจากกลุ่มพลังมวลชนที่จะชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง
    <DD>ช่วงเช้า พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งมีภารกิจที่เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะทำหนังสือเปิดผนึกส่งถึง ส.ส.สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วประเทศว่า ไม่มีอะไร เป็นหนังสือทั่วไปที่จะชี้แจงประชาชนเท่านั้น
    <DD>เมื่อถามมว่าเนื้อหาเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธเช่นเดิมว่าไม่มีอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการจับแพะชนแกะ
    <DD>และก่อนที่จะปิดประตูรถ เพื่อเดินทางไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้พูดประโยคสั้นๆ ว่า "ผมถูกกลั่นแกล้ง"
    <DD>ก่อนหน้านี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากพรรคไทยรักไทยว่า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณจะทำจดหมายเปิดผนึกถึง ส.ส. และสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคน เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการดำเนินงานและปัญหาสถานการณ์ในปัจจุบัน เชื่อว่าทั้ง ส.ส. และสมาชิกพรรคจะนำไปเผยแพร่ต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้ได้รับทราบ
    <DD>สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก จะพูดถึงความตั้งใจกรณีครอบครัวของนายกรัฐมนตรีมีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป เพื่อให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากการถูกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.กิจการโทรคมนาคม ที่ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือน เป็นต้น
    <DD>"แม้ว" พบ "ป๋าเปรม"
    <DD>เวลา 10.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดย พล.อ.เปรมได้ออกมารับที่หน้าบ้านด้วยตัวเอง และเข้าหารือสองต่อสอง โดย พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์ รองเลขาธินายกฯ พล.ต.อ.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผอ.กองสลากฯ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ รวมถึงนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม นั่งคอยนอกชานหน้าบ้าน
    <DD>ทั้งสองใช้เวลาหารือประมาณ 45 นาที พ.ต.ท.ทักษิณจึงเดินทางกลับออกมา โดย พล.อ.เปรมก็ได้เดินมาส่งขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อไปยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง เรื่อง "ชีวิตกรุงเทพ ชีวิตพอเพียง เพื่อความสุขอย่างพอเพียง"
    <DD>พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เวลา 11.45 น. โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กทม. โดยนายอภิรักษ์ได้นำ พ.ต.ท.ทักษิณชมนิทรรศการ ชีวิตกรุงเทพ ชีวิตพอเพียง เพื่อความสุขอย่างพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในกรุงเทพมหานคร และเรื่องของมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ และลูกจ้าง กทม. ซึ่งหลังการชมนิทรรศการและก่อนเข้าประชุมได้มีข้าราชการ กทม.ได้นำดอกไม้มามอบให้กำลังใจนายกฯ
    <DD>ทั้งนี้ก่อนเข้าประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีปลัดกระทรวง เลขาธิการสำนักพระราชวัง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และข้าราชการกระทรวงต่างๆ โดยมี กทม.เป็นเจ้าภาพ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกฯ ถึงข่าวลือว่า ทำไมช่วงนี้ถึงมีข่าวลือออกมาเยอะทั้งยุบสภาและลาออก นายกฯ กล่าวแต่เพียงว่า ไม่มีอะไร เขาตั้งใจปล่อยข่าว
    <DD>หลังการประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกฯ ถึงการเข้าพบ พล.อ.เปรม โดยนายกฯ ตอบเลี่ยงว่า ผู้ใหญ่คุยกัน อย่าไปอยากรู้เลย
    <DD>ถามอีกว่า พล.อ.เปรมได้แนะนำอะไรหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณยังคงปฏิเสธเช่นเดิมว่า ไม่เอาน่า ผู้ใหญ่คุยกัน
    <DD>ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา นายกฯ ตอบว่า "อู้ย...สภายังไม่เปิด จะยุบได้ยังไง"
    <DD>เสร็จแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางต่อไปยังบ้านพิษณุโลกเพื่อพบกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.) ซึ่ง พล.อ.ชวลิตมารอพบอยู่แล้ว โดยได้ใช้เวลาหารือกันประมาณ 20 นาที
    <DD>จากนั้นนายกฯ เดินกลับมายังทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการหารือกับ พล.อ.ชวลิต โดยนายกฯ ไม่ตอบ บอกแต่เพียงว่า "ง่วงนอนๆ" ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    <DD>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยราชการระดับปลัดกระทรวง ที่ศาลาว่าการ กทม. พ.ต.ท.ทักษิณได้เล่าให้ฟังถึงการเข้าพบ พล.อ.เปรม ว่าได้ไปขอคำปรึกษาและรับคำแนะนำจากประธานองคมนตรีในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
    <DD>ถามป๋าหนุน "จำลอง" หรือเปล่า
    <DD>แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณเล่าว่า ได้สอบถาม พล.อ.เปรมถึงการที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมครั้งนี้โดยอ้างถึงความไม่พอใจของ พล.อ.เปรมนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะมีหน่วยข่าวรายงานว่า พล.ต.จำลองได้ไปประชุมที่นครสวรรค์และอ้างญาติธรรมของสำนักสันติอโศกว่า พล.อ.เปรมให้การสนับสนุนการชุมนุม และหลังจากนั้น พล.ต.จำลองก็ออกมาแถลงข่าวร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรองค์กรประชาธิปไตย ซึ่ง พล.อ.เปรมได้ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุน พล.ต.จำลองในการเคลื่อนไหว
    <DD>ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่าในการพบปะกับ พล.อ.ชวลิต ที่บ้านพิษณุโลก พ.ต.ท.ทักษิณได้ขอให้ พล.อ.ชวลิตประเมินสถานการณ์ม็อบ โดย พล.อ.ชวลิตบอกว่า การชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง และขอให้ พล.อ.ชวลิตได้กลับมาช่วยงานในคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ถูกปฏิเสธ และเห็นว่าเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันในแนวทางที่เคยเสนอคือรัฐบาลแห่งชาติ โดยตนเองขอยืนอยู่นอกรัฐบาล และยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณอยู่
    <DD>เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิตได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรมที่บ้านสี่เสาฯ มาแล้ว แต่ไม่มีรายงานข่าวว่ามีการหารือเรื่องอะไรกัน
    <DD>ปรับ ครม.ก่อนยุบสภา
    <DD>ขณะที่แหล่งข่าวใน ครม.เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีแผนปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อเกลี่ยตำแหน่งไปยังบุคคลที่ตัวเองไว้วางใจ เสร็จแล้วจึงยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังรักษาการในตำแหน่งไปอีก 60 วัน
    <DD>นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการออก พ.ร.ฎ.ยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แต่หากรัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี ก็จะต้องเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 90 วัน ดังนั้น ส.ส.ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ใดๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นศาลแห่งใด เพื่อให้ยืดเวลาการสังกัดพรรคการเมืองออกไป 30 วัน ดังนั้นถ้าหาก ส.ส.จะไปสังกัดพรรคใหม่ก็ต้องลาออกไปสังกัดพรรคใหม่เสียแต่ตอนนี้สถานเดียว ก่อนจะมีการยุบสภา
    <DD>"ผมไม่ใช่คนยุบสภา จะไปรู้หรือว่าจะยุบสภาเมื่อไร จะไปบอกล่วงหน้าได้ว่าจะยุบสภาเมื่อไร แต่เมื่อยุบสภารัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจน 60 วันต้องเลือกตั้งใหม่ ถ้า ส.ส.จะไปสังกัดพรรคใหม่ก็ต้องลาออกก่อนไปเสียตอนนี้สถานเดียวจะอุทธรณ์ไม่ได้"
    <DD>นายวิษณุกล่าวว่า ตามที่มีกระแสข่าวลือว่าทางรัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ.ยุบสภานั้นตนไม่ทราบเหมือนกันว่ามีข่าวลือออกมาได้อย่างไร เป็นใครที่ไหนที่ออกมาพูดก็ไม่รู้ เป็นคนใกล้ชิดหรือไม่ก็ไม่รู้ อยากทราบเหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน
    <DD>พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า ตนยังไม่ได้ยินข่าวดังกล่าว ต้องไปถามนายกรัฐมนตรีเอง คนอื่นตอบไม่ได้ สำหรับความเห็นก็เป็นความเห็นหลากหลายมากจนท่วมแล้ว
    <DD>นายสมชาย สุนทรวัฒน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ขณะนี้เราไม่วิตกต่อกระแสกดดันนายกฯ เพราะเรามาโดยถูกต้อง ซึ่งตนคงไม่พูดถึง 19 ล้านเสียง คิดกันเล่นๆ ว่าถ้ายุบสภาแล้วพรรคไทยรักไทยชนะ พ.ต.ท.ทักษิณก็กลับมาเป็นนายกฯ อีก ดังนั้นทำไมเราไม่รอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จก่อนดีกว่า
    <DD>"ท่านนายกฯ พูดชัดเจนว่าไม่ท้อ และคำว่าลาออกตัดไปได้เลย ส่วนเรื่องยุบสภานั้นถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็คงไม่ยุบ" ประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทยกล่าว
    <DD>นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ข่าวลือยุบสภาเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 และ 11 กุมภาพันธ์ ทุกครั้งที่มีการชุมนุมก็มีข่าวแปลกๆ ออกมาเยอะ แต่ยืนยันว่าจุดยืนรัฐบาลยังเหมือนเดิม
    <DD>ถามว่าจำนวนผู้ชุมนุมจะมีผลต่อการตัดสินใจยุบสภาหรือไม่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ตอบว่า หากเอาเรื่องจำนวนแล้ว จะพบว่าผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลก็มีจำนวนมาก จึงอยากให้วัดกันด้วยเหตุผลดีกว่า
    <DD>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอมรับว่ากระแสไทยรักไทยใน กทม.ตกลงจริง แต่จะสู้เต็มที่ สำหรับจดหมายเปิดผนึกที่ชี้แจงต่อประชาชนนั้น จะเป็นการชี้แจงเรื่องขายหุ้นว่าเป็นการขายชาติจริงหรือไม่ โดยใช้ภาษาง่ายๆ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะแจกจ่ายให้ประชาชนได้
    <DD>ทรท.รับ 3 แสนลงพื้นที่
    <DD>ที่พรรคไทยรักไทย มีความคึกคักหลังหลัง พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปพบ พล.อ.เปรม เพราะมีกระแสข่าวออกมาตลอดทั้งวันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะตัดสินใจยุบสภาในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ และไม่ต้องการให้มีการชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยมีการแจ้งเป็นการภายในให้ ส.ส.ของพรรคไทยรักไทยเดินทางเข้าไปรับเงินคนละ 3 แสนบาทจากทางพรรคเพื่อนำไปดำเนินการในการลงพื้นที่ ซึ่งเหมือนมีการเตียมพร้อมรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ทำให้ ส.ส.ของพรรคหลายคนเมื่อทราบข่าวได้รีบเดินทางไปที่ทำการพรรคฯ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ก่อนจะรีบกลับไปลงพื้นที่
    <DD>นอกจากนี้ได้มีการประชุม ส.ส.ภาคกลางพรรคไทยรักไทย โดยมีนายสรอรรถ กลิ่นประทุม รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นประธาน จากนั้นนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคไทยรักไทย กล่าวภายหลังว่า ในที่ประชุมส่วนใหญ่มีความเห็นว่านายกฯ ไม่ควรยุบสภาหรือลาออก ควรอยู่สู้ต่อไป โดย ส.ส.เองต้องลงพื้นที่นำเสนอนโยบายและชี้แจงข้อเท็จจริงให้มาก เพราะหากยุบสภานายกฯ ก็ยังชนะการเลือกตั้ง และกลุ่มผู้คัดค้านก็คงไม่ยอมเลิกรา
    <DD>ขณะที่นายเอกภาพ พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยรักไทย กลุ่มวังพญานาค กล่าวภายหลังเข้าพบนายพินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุข หัวหน้ากลุ่มวังพญานาค ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อหารือสถานการณ์การเมืองว่า ส.ส.ในกลุ่มส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคอีสาน ได้สะท้อนต่อที่ประชุมว่าประชาชนในพื้นที่ยังให้ความนิยมพรรคไทยรักไทยและนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม และยังหวังจะเห็นการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะโครงการเอสเอ็มแอลที่กำลังเริ่มดำเนินการ ขณะที่รัฐบาลอื่นไม่เคยคิดแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง สำหรับข่าวการขายหุ้นนั้นประชาชนมองว่าเป็นเรื่องของการทำธุรกิจ ไม่เกี่ยวกับการทุจริตฉ้อโกง
    <DD>นอกจากนี้ ส.ส.ยังสะท้อนความเห็นในที่ประชุมด้วยว่าถูกชาวบ้านโจมตีว่าไม่ช่วยเหลือนายกรัฐมนตรี และไม่เห็นด้วยที่ผู้ใหญ่ในพรรคสั่งห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนไหวสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ดังนั้นต่อไปนี้ ส.ส.ในกลุ่มจะปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวสนับสนุนนายกรัฐมนตรีในพื้นที่อย่างเต็มที่
    <DD>นายเอกภาพกล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ส.ส.ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาหรือลาออก และหากมีการเลือกตั้งใหม่นายกรัฐมนตรีก็ยังชนะเช่นเดิมแล้วจะยุบเพื่ออะไร สำหรับที่มีข่าวว่าทำเนียบรัฐบาลได้ร่างกฤษฎีกายุบสภาแล้วนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นเพียงข่าวปล่อย เพราะกฤษฎีกาไม่จำเป็นต้องร่าง รอแค่เปลี่ยนวันที่ก็ใช้ได้แล้ว และข่าวการลาออกแล้วแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทนนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทำจริงก็เท่ากับโกหกประชาชน เนื่องจากในการหาเสียงเลือกตั้งเราชู พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยเสนอคนอื่น
    <DD>รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม ส.ส.ต่างวิตกว่าการเปิดประชุมร่วม 2 สภาจะยิ่งส่งผลลบต่อรัฐบาลเพราะเปิดช้าไป อีกทั้งกังวลว่าฝ่ายค้านจะสร้างประเด็นใหม่พอกขึ้นมาเรื่อยๆ จนไม่สามารถตอบคำถามได้หมด และเมื่อมีข่าวออกมาประชาชนก็มักจะให้ความเชื่อถือเกินกว่าครึ่งไปแล้ว
    <DD>ทรท.ผวา "ทักษิณ" วางมือ
    <DD>ยังมี ส.ส.พรรคไทยรักไทยจับกลุ่มพูดคุยถึงกระแสข่าวยุบสภาที่รัฐสภา และติดตามกระแสข่าวอย่างใกล้ชิด จากการเข้าไปพูดคุยผู้สื่อข่าวสรุปได้ว่า ส.ส.พรรคไทยรักไทยมีความกังวล 3 ประการ คือ
    <DD>1.หากนายกฯ ประกาศยุบสภา แล้วตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หรือประกาศวางมือทางการเมือง ตรงนี้อาจจะทำให้ภายในพรรคเกิดความระส่ำอย่างแน่นอน จะอยู่ในสภาพแพแตก เหมือนจะออกศึกแต่ขาดแม่ทัพ ปรับกระบวนทัพคงไม่ทัน เพราะไม่รู้จะหาใครที่เหมาะสมมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทน กลุ่มแต่ละกลุ่มไม่สามารถรวมกันติด 2.เมื่อกระแสกดดันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่มีการยุบสภา จำนวน ส.ส.จะลดลงอย่างแน่นอน จนอาจมีแนวโน้มที่จะกลับไปเป็นฝ่ายค้าน
    <DD>3.หากไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นแม่ทัพแล้ว ใครจะมาสนับสนุนด้านการเมืองเงินให้แก่พรรค หรือหาก พ.ต.ท.ทักษิณถอยไปอยู่เบื้องหลังคอยช่วยเหลือ ก็เป็นเรื่องดีแต่อาจถูกโจมตี คอยชักหุ่นเชิด จะไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของพรรค ทำให้สับสนกับสถานการณ์การเมืองขณะนี้
    <DD>นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี แนะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายว่า ถ้าดูคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุจินดา ได้พูดว่าเหตุการณ์คงไม่มีอะไรรุนแรง และพูดเพียงว่า ถ้าหากนายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ ก็น่าจะยุบสภา แต่วันนี้รัฐบาลยังมั่นใจว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะที่นายกรัฐมนตรียังปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้
    <DD>"ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องตัดสินใจในทิศทางใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการลาออกหรือยุบสภาก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสงบและเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และทุกพรรคการเมืองพยายามทำให้ปัญหาต่างๆ ที่พูดนอกสภากลับมาสู่ระบอบรัฐสภา จะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น"
    <DD>โฆษกรัฐบาลซึ่งอ้างตัวเป็นคนเดือนตุลายังบอกว่า วันนี้สังคมกลายเป็นสังคมข้อมูลข่าวลือแทนการเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารแล้ว ตนเชื่อว่าในสถานการณ์ 2-3 วันนี้ ก่อนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จะมีข่าวลือต่างๆ ออกมามาก และมีความพยายามของคนบางกลุ่มพยายามสร้างสถานการณ์ให้ตึงเครียดจากการวางระเบิด ก็พยายามปล่อยข่าวลือ โดยคาดหวังว่าสถานการณ์วันที่ 26 กุมภาพันธ์ จะลุกลามจนคุมสถานการณ์ไม่ได้ อยากเรียนทุกคนว่าช่วงนี้ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร
    <DD>นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า การเปิดอภิปรายทั่วไป 2 สภา เพื่อรัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลมีความตั้งใจจะรับฟังความเห็นเพื่อให้ทุกด้านได้รับการแก้ไขจากสมาชิก ซึ่งการที่รัฐบาลเปิดแนวคิดตามมาตรา 213 แต่ทางฝ่ายค้านกลับเห็นว่าประเด็นกว้างไปไม่รู้ว่าจะอภิปรายได้อย่างไร และยังระบุว่าไม่รู้ว่าประเด็นจะแคบไปหรือไม่ จะมีอิสระในการอภิปรายได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจที่จะใช้ระบอบรัฐสภาในการแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้ เราหมดเวลาในการเล่นลิ้นแล้ว เราจะต้องเอาความตั้งใจจริงเข้ามาร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีกับประเทศชาติ
    <DD>อ้างจริงใจประชุมร่วม 2 สภา
    <DD>"เราหมดเวลาปรักปรำแล้ว เอาเวลานี้มาเอาหลักฐาน ข้อพิสูจน์ต่างๆ มาชี้แจงให้เห็นซึ่งกันและกัน ฉะนั้นนับตั้งแต่นี้ไปรัฐบาลจะนำข้อมูลหลักฐานต่างๆ ออกมาชี้แจงมากขึ้น แม้ว่าหลายคนออกมาพูดว่าสายไปหรือไม่ ที่ว่าจะมีการประชุมร่วม 2 สภา หรือการออกมาชี้แจง ผมเห็นว่าเป็นธรรมดาของการถูกปรักปรำ เป็นธรรมดาที่มีการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง การที่มีผู้ออกมาให้ข้อมูลที่ไม่รับผิดชอบ เขาก็พูดได้ง่าย แต่ในฝ่ายของผู้ที่ถูกปรักปรำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐานเพื่อประกอบและชี้แจงว่าไม่เป็นจริง ถ้ากล่าวกันง่ายๆ ก็เหมือนกับของผู้กระทำอาชญากรรม ที่จะต้องมีการพิสูจน์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ หรือตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลา อย่างภาพยนตร์เรื่องซีเอสไอ ก็จะเห็นว่ากระบวนการทดสอบดีเอ็นเอต้องใช้เวลามากกว่าที่เราจะพิสูจน์ได้ว่าคนที่เราสงสัยกระทำผิดจริงหรือไม่"
    <DD>โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านอาจจะไม่เข้าร่วมอภิปราย 2 สภาหากไม่มีส่วนในการกำหนดประเด็นว่า หากดูจากหนังสือที่ฝ่ายรัฐบาลได้ส่งไปยังประธานรัฐสภา นอกเหนือจากประเด็นต่างๆ ที่มีการกำหนดเอาไว้แล้ว เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านจะได้ไม่อ้างว่าไม่มีประเด็นและกว้างเกินไปจนอภิปรายไม่ได้ ในหนังสือดังกล่าวยังมีหัวข้อสุดท้ายที่ระบุว่า เรื่องอื่นๆ ซึ่งก็หมายความว่าหากพรรคฝ่ายค้านหรือสมาชิกวุฒิสภามีความเห็นถึงประเด็นปัญหาอื่นที่เป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็สามารถหยิบยกมาได้ตามที่รัฐบาลเสนอไป ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจและจริงใจ ที่จะใช้กระบวนการรัฐสภา และไม่ได้คิดว่าปัญหาการชุมนุมวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้จะนำไปสู่กระบวนการต่างๆ ที่จะไม่สามารถใช้กระบวนการรัฐสภาได้
    <DD>นายอดิศร เพียงเกษ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกมาตอบโต้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งถึงการใช้คำว่า "สันดาน" ว่า สันดานก็คืออากัปกิริยาที่กำเนิดติดต่อกันมา เป็นภาษาทางธรรมะ ซึ่งนายชวน หลีกภัย เองออกมาตอบโต้ว่าผมบอกสันดานคนอื่น ดูสันดานตัวเองหน่อย ก็แสดงว่านายชวนก็พูดสันดานเหมือนผมเช่นกัน แสดงว่าไม่ได้เหาะเหินเดินอากาศเท่าไร "ผมเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ตอนนั้นบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองปกครองโดยระบอบเผด็จการ ซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส พลเอกณรงค์ กิตติขจร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ จะฆ่าใครได้ทั้งหมด ไม่มี ส.ว.-ส.ส. ไม่มีองค์กรเอกชน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นักศึกษา ประชาชนในขณะนั้นได้แสดงความคัดค้าน แสดงความคิดเห็น แจกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ ผมจึงยืนยันว่าเหตุการณ์ตอนปี 2516 ขณะที่เรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เหมือนปี 2549 ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง"
    <DD>"ผมไม่เหมือนบรรพบุรุษของคุณชวน ผมไม่ทราบว่าบรรพบุรุษของคุณชวนทำอะไรแก่ประเทศชาติบ้าง ทราบแต่ว่าน้องชายใครบางคนไม่รู้เชิดเงินธนาคารหนี ยักยอก ไม่ทราบว่าเป็นน้องชายของใคร ประวัติการต่อสู้อย่ามาพูดกันเลยครับ เพราะว่าในด้านจริยธรรมทางการเมือง ผมคิดว่าคุณชวนมีจริยธรรมอะไรบ้าง" นายอดิศรกล่าว
    <DD>"อภิสิทธิ์" ใครแกล้ง "แม้ว"
    <DD>มีความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าถูกกลั่นแกล้งว่า อยากให้นายกฯ ทบทวนดูว่าสถานการณ์ที่ลุกลามอยู่เป็นเพราะว่านายกฯ ไม่ยอมสำรวจตัวเองหรือไม่ว่าปัญหาลุกลามเพราะอะไร
    <DD>"ผมไม่อยากให้นายกฯ ใส่ร้ายคนอื่นว่ามีคนกลั่นแกล้ง ถ้ากลั่นแกล้งแล้วเหตุใดจึงมีคนที่เข้าเกี่ยวข้องกันมากและมาจากกลุ่มที่หลากหลาย จึงอยากให้นายกฯ แสดงออกถึงการเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยด้วยการยอมรับการตรวจสอบ การวิจารณ์ในความเห็นที่แตกต่าง และใช้เวทีที่เหมาะสมบนความเท่าเทียมกันในการชี้แจง ถ้านายกฯ มั่นใจว่าสิ่งที่ดำเนินการมาทั้งหมดไม่มีอะไรผิด สามารถอธิบายได้ก็ควรทำอย่างนั้น แต่การที่จะมากล่าวหาคนที่ไม่เห็นด้วยมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น"
    <DD>หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงการทำจดหมายเปิดผนึกของนายกฯ ว่า แต่ถ้านายกฯ ยังเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะนายกฯ ไม่มีโอกาสได้สื่อสารถือว่าเข้าใจผิดอย่างรุนแรง เพราะไม่มีใครในประเทศนี้ใช้วิทยุ โทรทัศน์ได้มากเท่านายกฯ ปัญหาเวลานี้ไม่ใช่ว่าคนไม่ได้ยิน แต่เป็นเพราะไม่เชื่อ
    <DD>เมื่อถามถึงข่าวที่ฝ่ายค้านอาจจะไม่เข้าประชุมร่วมรัฐสภา เพราะมีการกำหนดกรอบจำกัดเกินไป นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขอให้ประธานสภา ประธานวิปรัฐบาล กลับไปทบทวน เพราะถ้าอุตส่าห์เปิดประชุมร่วมซึ่งปกติไม่ค่อยทำกัน แต่กลับไม่ได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเวทีของสภาห่างเหินจากประเด็นของประชาชน
    <DD>"ผมเพิ่งเห็นหนังสือของรัฐบาลในการขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภา รู้สึกว่าตั้งโจทย์มาผิดว่าประชาชนสงสัยกรมสรรพากร ซึ่งความจริงไม่ใช่ วันนี้ทั้งหมดเป็นปัญหาของนายกฯ เรื่องจริยธรรม เรื่องการใช้อำนาจของนายกฯ เพราะฉะนั้นถ้าตั้งโจทย์ผิดจะทำให้การพิจารณาไม่ตรงกับประเด็นของสังคม แล้วจะมีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นต้องมีการทบทวนตรงนี้จะดีที่สุด"
    <DD>เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ว่าในเดือนมีนาคมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าพรรคการเมืองต้องพร้อมเสมอ
    <DD>ฝ่ายค้านอาจไม่ร่วมปาหี่
    <DD>นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) ฝ่ายค้าน กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องที่รัฐบาลขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภาโดยมีมติว่า
    <DD>1.การที่รัฐบาลเลือกใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 213 ให้มีการอภิปรายปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเพียงการปรึกษาหารือธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกลไกตรวจสอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งน้ำหนักจะแตกต่างกันอย่างยิ่งกับการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
    <DD>2.ญัตติที่เสนอมายังสภามีปัญหาคือ มีการกำหนดให้สภาพิจารณาได้ 5 เรื่อง และเปิดช่องให้ประธานและรองประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการนำเรื่องอื่นเข้าสู่การพิจารณาได้ ถือเป็นการเขียนญัตติที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นได้เดินไปไกลกว่าที่เขียนเอาไว้แล้ว และยังเป็นการสร้างปัญหาในการทำหน้าที่ของ ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ว.ที่เป็นอิสระ เพราะขณะนี้มีข้อครหาการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานรัฐสภาในเรื่องความเป็นกลาง จึงไม่ควรเขียนญัตติที่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลยพินิจ แต่ต้องมีกรอบเนื้อหาให้ชัดเจน
    <DD>3.เป็นการเขียนญัตติแบบหมกเม็ด มีเจตนาใช้ญัตตินี้ฟอกตัวรัฐมนตรีและโยนบาปให้ข้าราชการประจำ จะทำให้รัฐสภามีปัญหาในการพิจารณา เพราะมีการเขียนระบุถึงกระทรวงการคลัง และปัญหาการทุจริตก็เขียนเอาไว้เฉพาะในวงราชการ แต่ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้าราชการ แต่อยู่ที่นักการเมือง ปัญหาของกระทรวงการคลังและหน่วยงานในกำกับไม่ได้อยู่ที่อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการ แต่อยู่ที่นักการเมืองที่เหนือกว่ารัฐมนตรีว่าจะเป็นผู้สั่งการหรือไม่
    <DD>นายสาทิตย์กล่าวว่า วิปฝ่ายค้านยังมีมติทำบันทึกถึงประธานรัฐสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เพื่อกระตุ้นเตือนถึงจิตสำนึก ย้ำให้เห็นศักดิ์ศรีและความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยหวังว่าจะทำให้ประธานและรองประธานรัฐสภาเห็นว่ารัฐสภาไม่ใช่เครื่องมือของฝ่ายบริหารในการแก้เกมการเมืองหรือฟอกตัวผู้นำประเทศโดยไม่มีศักดิ์ศรี
    <DD>เขาบอกว่าวันที่ 1 มีนาคมที่จะมีการประชุมวิปทุกฝ่าย พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเรียกร้องต่อที่ประชุมว่าจะต้องไม่มีเงื่อนไขของการจำกัดเวลา และหัวข้อเรื่องที่จะอภิปรายว่าไม่ให้พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีในเรื่องพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะจะถือเป็นการเล่นละครตบตาประชาชนครั้งใหญ่ โดยฝ่ายค้านจะเรียกร้องขอให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการประชุมวิปทุกฝ่ายด้วย เพื่อแสดงให้เห็นชัดว่าประธานรัฐสภาและวิปรัฐบาลได้ทำงานโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติมากน้อยเพียงใด และถ้ายังมีปัญหาสกัดกั้นการทำงานของฝ่ายค้านอีก ฝ่ายค้านจะประชุมในวันเดียวกันเพื่อทบทวนท่าทีของฝ่ายค้านในการเข้าร่วมประชุมทันที และจะมีคำตอบอย่างแน่นอนว่าเราจะเข้าประชุมร่วมรัฐสภาหรือไม่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บอกว่าทางพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยหากนายกฯ ตัดสินใจยุบสภา เพราะที่ผ่านมานายกฯ เรียกร้องให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ แต่การยุบสภาเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เพราะปัญหาของชาติในวันนี้คือตัวผู้นำ ไม่ใช่ปัญหาของสภาผู้แทนฯ
    <DD>"ถ้านายกฯ คิดจะแก้ปัญหาประเทศชาติ ต้องลาออกสถานเดียว แต่ถ้าจะแก้ปัญหาการเมืองคือการยุบสภา ซึ่งประเทศชาติไม่ได้อะไรเลย หากนายกฯ ลาออก ไม่ว่าจะเป็นใครขึ้นมาเป็นนายกฯ แทน เราจะต้องกดดันให้ดำเนินการปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 313 เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ กล่าว
    <DD>นักลงทุนหนุนยุบสภา
    <DD>วันเดียวกัน สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจัดสัมมนาเรื่อง "การเมืองร้อน...แล้วเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ในมุมมองภาคธุรกิจ โดยนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู เห็นว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารประเทศในขณะนี้ได้แก่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเป็นผู้ตัดสิน และวิธีการดังกล่าวยังถือว่าเป็นการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย โดยหลังการเลือกตั้งหากรัฐบาลยังได้กลับมาเป็นผู้บริหารประเทศ จะทำให้ข้อถกเถียงของฝ่ายค้านที่มีอยู่ลดลง เนื่องจากวันนี้มีคำถามกันมากเกี่ยวกับ 19 ล้านเสียงที่เคยเลือกรัฐบาลมาบริหารประเทศว่ายังเป็นเสียงสนับสนุนหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลเลือกตั้งใหม่ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน และจะทำให้เป็นการแก้ปัญหาได้เร็ว โดยให้ระบบประชาธิปไตยเป็นตัวแก้ไข
    <DD>นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ระบุว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจหลายประเภทรวมทั้งของบริษัทตนได้ชะลอการลงทุนลง เนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เพื่อรอดูสถานการณ์ที่ชัดเจนว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่ แต่ก็ยังคงมองภาพเศรษฐกิจไทยว่ายังมีทิศทางไปได้ดี
    <DD>ในส่วนของแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองในขณะนี้มองว่าต้องการให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีกัน และการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขอให้เป็นไปตามกติกา และยึดหลักการแก้ปัญหาด้วยระบบ
    <DD>นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อมตะคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีทางออกที่ชัดเจน โดยส่วนตัวอยากเสนอให้ภาครัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่และประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่การกระทำดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบประชาธิไตยเป็นหลัก
    <DD>นายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) ให้ความเห็นส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันเป็นปัญหาระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งหากมองในแง่ของการบริหารประเทศนายกฯ สามารถทำได้ดี นอกจากนี้การเติบโตเศรษฐกิจปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องในการบริหารงาน เพียงแต่นายกฯ ควรที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงวิธีการบริหารให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้มีส่วนรวมมากขึ้น ซึ่งมองว่าถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
    <DD>นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตามการวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน มองว่ารัฐบาลจะเลือกให้สถานการณ์คลี่คลายไปเองเป็นทางออกในเรื่องนี้
    <DD>นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของรัฐบาลในขณะนี้ถือว่าไม่ได้มีทางเลือกมากนัก แต่มองว่าการยุบสภาหรือการลาออกมีความเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดมองว่าคือการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ภายหลังการยุบสภามองว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เกิดการชะลอตัว หรือส่งผลให้ถอยหลังไปประมาณ 6-9 เดือน ก่อนที่จะมีนโยบายใหม่ และทำให้เกิดความต่อเนื่องอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายภาครัฐเช่นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ก็คงต้องหยุดชะงักลงในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง แต่นายวิชัย พูลวรลักษณ์ นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย มองว่าการเมืองมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดก็คือการลาออกของนายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยและไม่ยึดติดกับตัวบุคคล เป็นการแสดงถึงสปิริต
    <DD>"การลาออกถือว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด และไม่ได้ยึดติด ซึ่งการรวมตัวชุมนุมกันนั้นเป็นภาพที่ไม่น่าดูในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งการแก้ปัญหาตรงประเด็นก็คือทำให้มันหายไปเลย" นายวิชัยกล่าว.</DD><DD>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

    </DD>
     

แชร์หน้านี้

Loading...