เรื่องเนื้อหอมของ"ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย "

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย paang, 5 กุมภาพันธ์ 2006.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,492
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,329
    เรื่องเนื้อหอมของ"ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย "เขาตามผมยังกะ...เบ๊กแฮม"

    สุทธาสินี จิตรกรรมไทย - เรื่อง วันดี รุจินาถ - ภาพ


    [​IMG]


    หลายปีแล้วที่วงการฟุตบอลไทยไม่มีดาวรุ่งชนิดพุ่งแรง

    แต่วันนี้ "ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย นักฟุตบอลวัยใกล้ 21 กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั้งเมือง

    เริ่มเอาจริงกับการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน กระทั่งเล่นเป็นนักฟุตบอลตัวจริงของทีมโรงเรียนมาตลอด คว้าแชมป์ฟุตบอลมาได้ก็หลายรางวัล

    ฝึกปรือฝีเท้าจนติดทีมชาติเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ไปแข่งฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก ขณะอายุ 14 ปีเท่านั้น

    เป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในทีม!

    แววดีเข้าขั้น จึงไปพัฒนาการเล่นฟุตบอลที่อังกฤษ ที่สุดก็ได้เซ็นสัญญาเป็นเด็กฝึกของสโมสร คริสตัล พาเลซ ก่อนจะลงเล่นให้ทีมเยาวชนอายุ 17 ปีของสโมสร และเป็นตัวสำรองในชุด 19 ปีสโมสรเดียวกัน

    ติดธงไทยบนอกเสื้อในกีฬาซีเกมส์ถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ครั้งที่ 21 ที่มาเลเซีย

    ครั้งที่ 22 ที่เวียดนาม

    แจ้งเกิดเต็มตัวก็ในซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่ฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2548 ที่เพื่อนร่วมทีมผ่านบอลให้กองหน้าอย่างลีซอยิงไปคนเดียว 3 ประตูในรอบชิงฯ

    ช่วยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ให้ฟุตบอลไทยติดต่อกันเป็นสมัยที่ 7

    วันนี้ของลีซอไม่เหมือนเดิม เขากำลังถูกจับตาแบบไม่กะพริบ โดยเฉพาะเรื่องของ "สาวๆ"

    ลือกันให้แซด คนไหนตัวจริง เสียงจริง

    - ทำไมถึงชอบฟุตบอล

    พ่อ (เทพไชย วิโนทัย) เป็นนักข่าวกีฬา พาไปดูฟุตบอลบ่อยๆ เห็นบรรยากาศที่เร้าใจ คนเยอะ เชียร์ดัง เลยอยากเล่น ก็เตะกับเพื่อนมาตลอด ติดทีมโรงเรียนมาเรื่อย คือพ่อเป็นคนชักนำ

    ไม่ได้หวังเรื่องชื่อเสียงเงินทอง แต่สิ่งที่ได้ก็เหมือนผลพลอยได้จากสิ่งที่เรารักเราชอบ

    - มีเสียงเม้าธ์ติดทีมชาติเพราะพ่อดัน

    ตอนอายุ 14 ปี ติดทีมชาติชุด 17 ปี ก็กดดันเหมือนกัน เพราะเราอายุน้อยสุดในทีม

    มีกระแสเยอะว่าพ่อดัน เพราะพ่อเป็นนักข่าว ใช้เส้นพ่อติดทีมชาติ เจอแบบนี้ก็เครียด แต่เรารู้ว่าความจริงไม่ใช่แบบนั้น พ่อไม่ได้มายุ่งอะไร ไม่ได้ไปบอกใครว่าต้องเอาลูกติดทีมชาติ พ่อเขาแฟร์ๆ อยู่แล้ว ติดก็ติด ไม่ติดก็ไม่ติด เขาอยากให้เล่นกีฬาเท่านั้นเอง

    - แมตช์ใหญ่ที่เล่น?

    มีเยาวชนชิงแชมป์โลกอายุ 17 ปีที่นิวซีแลนด์ แล้วก็ซีเกมส์ 3 ครั้ง

    ฟุตบอลทีมหนึ่งมี 20 กว่าคน เราอยากเป็น 1 ใน 11 คนที่ลงสนาม ก็ต้องทุ่มเทในการฝึกซ้อม ต้องมุ่งมั่นทำให้โค้ชเห็นว่าเราสมควรได้ลง ไม่ใช่นั่งหวังแล้วไม่ทำอะไรเลย หวังแล้วต้องทุ่มเทด้วย

    - แจ้งเกิดเต็มตัวกับซีเกมส์ครั้งล่าสุด?

    ใช่ครับ ก็รู้สึกดี ทัวร์นาเมนต์ที่ผมลงแข่ง ผมจะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเสมอ ซีเกมส์ครั้งที่ 23 ผมก็ทำได้อย่างที่ตั้งไว้

    - ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น?

    ผมอยากช่วยทีมให้มากที่สุดก็เลยต้องควบคุมตัวเองให้ได้เยอะ ถ้าไม่ควบคุมก็อาจโดนเปลี่ยนตัวออกหรือโดนไล่ออก จะเป็นปัญหาต่อทีม ในสนามมีกระทบกระทั่งอยู่แล้ว เรื่องอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจก็ต้องมี แต่ต้องบอกตัวเอง ถ้าจะปะทะก็บอกตัวเองว่าอย่านะ <TABLE style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px dotted; BORDER-TOP: #ffffff 1px dotted; BORDER-LEFT: #ffffff 1px dotted; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px dotted" cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=right border=1><TBODY><TR bgColor=#ffe9ff><TD>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>

    คิดว่าผมควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าเดิมเยอะ เมื่อก่อนรู้สึกยังไงก็ปล่อยออกมาเลย ไม่ถึงขั้นใจนักเลง แต่อะไรที่ไม่ค่อยแฟร์ผมไม่ค่อยชอบ

    ผมร้องไห้บ่อยเวลาเสียใจ อีกอย่างผมไม่ชอบความพ่ายแพ้เท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องกีฬา เล่นกีฬาก็อยากชนะ แต่ไม่ถึงขนาดว่าไม่ยอมแพ้ไปทุกเรื่อง เรื่องที่ควรยอมก็ยอม

    - กลับมาจากซีเกมส์รู้สึกอะไรเปลี่ยนไปไหม?

    ก็เปลี่ยนไปเยอะ มีคนชมมากกว่าคนด่า คือเมื่อก่อนจะมีข่าวว่าแรงโปรโมตเยอะกว่าฝีเท้า แล้วตอนนั้นผลงานยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่พอซีเกมส์คราวนี้ก็เห็นชัดเจน

    ตอนนี้ดังไหม...ก็โอเค แต่ผมภูมิใจที่สามารถทำให้คนยอมรับในตัวเราได้ ชื่นชมเรา ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนด้วยที่ช่วยกันเล่นเป็นทีมเวิร์ก

    - ดังคนเดียว?

    มีกระแสแบบนี้เหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็เคยพูดว่าไปไหนให้ไปเป็นทีม ซึ่งบางทีเป็นไปไม่ได้ที่จะไปแบบนั้น

    บางครั้งรายการทีวีติดต่อมาให้ไปออกรายการ ผมก็บอกว่าให้ออกเป็นทีม แต่เขาไม่เอา จะเอาผมคนเดียว ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดผม แต่เพื่อนๆ ทุกคนเข้าใจ มีงานแบบนี้ก็จะโยนให้ผมไป เพื่อนผมไม่ซีเรียสเรื่องแบบนี้ เพื่อนผมไม่ชอบออกรายการทีวีเท่าไหร่ ไม่ชอบไปนั่งพูด แต่ผมทำบ่อยเลยชิน เป็นปากเสียงให้เพื่อนได้

    - คิดยังไงกับอาชีพฟุตบอลในเมืองไทย?

    ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามสเต๊ปที่ควรจะเป็น แต่ยังมีหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง เราห่างจากต่างประเทศหลายเรื่อง อย่างเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ระบบ แผนงาน ค่าตอบแทนซึ่งยังให้นักเตะไม่คุ้มค่า บางคนต้องเลี้ยงดูครอบครัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ได้เดือนละ 2 หมื่นก็ไม่พอ แทนที่จะเล่นฟุตบอลอย่างเดียวก็ต้องทำงานอื่นด้วย สมาธิก็ถูกแบ่งไป ทำอะไรก็ไม่เต็มที่

    บางคนได้รับมอบหมายงานมา ก็มีอีกคนไปก้าวก่าย ไม่กินเส้นกัน คนนี้กลัวอีกคนจะดีกว่า ขัดขากันเอง งานก็ไม่เดิน ผมว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดดีกว่า ถ้าทำไปพร้อมๆ กันในหน้าที่ของตัวเองก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง

    มีบ้างที่เคยเสนอความเห็นให้ผู้ใหญ่ฟัง แต่บ้านเรา...บางทีไม่มีสิทธิเสนอความเห็นต่อโค้ช เกี่ยวกับวัฒนธรมด้วย ยังไงผู้ใหญ่ก็ถูกเสมอ ขณะที่ถ้าอยู่อังกฤษเราสามารถพูดให้ผู้ใหญ่ฟังได้ทุกเรื่อง

    - การสนับสนุนจากสปอนเซอร์

    บ้านเรายังไม่ชัดเจน บางทีได้แชมป์ก็ให้เงินสนับสนุน พอตกรอบแรกก็ไม่แล้ว หาความต่อเนื่องไม่ได้ บางทีให้แล้วเขาขาดทุน แต่ก็อยู่ที่คนดูด้วย ถ้าไม่มีคนดู ฟุตบอลก็ไม่สนุก นักฟุตบอลก็เล่นไม่สนุก สปอนเซอร์ก็เหมือนไม่ได้อะไรคืน เลยไม่ค่อยเข้ามาช่วยเหลือ

    - สโมสรที่สังกัดอยู่?

    เป็นสโมสรใหญ่ก็จริง (บีอีซี เทโรศาสน) แต่ยังไม่สามารถดึงคนดูได้เยอะ คือคนไทยติดฟุตบอลอังกฤษ ดูตรงนั้นแล้วมาดูบอลไทย ก็เกิดการเปรียบเทียบ แล้วคนไทยก็แบบ...บอลไทยเหรอ ไม่ดูหรอก ทั้งที่อยากให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนา

    ค่าตอบแทนที่ได้จากสโมสรก็ตามระดับ ใครติดทีมชาติก็ระดับหนึ่ง ทีมเยาวชนก็ระดับหนึ่ง

    - แต่นักฟุตบอลไทยเองก็อยากไปเล่นที่อังกฤษ?

    เพราะคนสนใจบอลอังกฤษมาก เลยอยากไปเล่นที่นั่น ถ้าไปเล่นได้ คนก็สนใจเยอะ คือนักฟุตบอลเล่นก็อยากได้กำลังใจ บางทีเวลาทีมชาติเล่นคงดูยังน้อยเลย ต้องเป็นฟุตบอลดารา (หัวเราะ)

    - ความฝัน?

    ผมเป็นคนฝันไว้ไกลๆ แล้วพยายามไต่ๆ ไปให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็โอเค เราเต็มที่แล้ว

    ความฝันผมคือไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่อังกฤษ ไประดับพรีเมียร์ลีกเลย ตอนนี้ก็พยายามทำผลงานให้ดีที่สุด ให้ตัวเรามั่นใจและพร้อมจริงๆ ก่อนแล้วค่อยไป อาจเป็นตอนอายุ 24-25 ผมอาจเล่นลีกในเอเชียสักพักก่อน แล้วค่อยไป

    ผมเป็นคนมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่ง คนเราจะทำอะไรต้องมั่นใจในตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจทำอะไรก็ไม่ได้ดี

    - ฮีโร่ในใจ?

    เดวิด เบ๊กแฮม เวลาเล่นในสนามเขามุ่งมั่น ขยัน เต็มที่ตลอด แต่นอกสนามก็เรื่องของนอกสนาม

    - ฝีเท้าตัวเองตอนนี้เป็นยังไง?

    พัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะเราได้ลงแข่ง ความมั่นใจและความกระตือรือร้นมีมากขึ้น เริ่มโตขึ้นด้วย มีสมาธิมากขึ้น ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น

    เรื่องบาดเจ็บไม่ค่อยมี ส่วนมากก็ถลอก โดนดัน โดนเตะ โดนถีบ โดนจนชินแล้ว ที่เจ็บหนักสุดก็ดั้งหัก ยุบไปเลยเมื่อปีที่แล้ว ดูแมนดี (หัวเราะ) ผมเคยอยากหัวแตกเวลาเล่น ซาดิสม์ (หัวเราะ)

    - วางไว้บ้างไหมว่าจะเลิกเล่นเมื่อไหร่?

    ไม่ได้คิดเลย จะพยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้นานที่สุด เพราะเป็นอาชีพของเรา คิดจะเป็นโค้ชเหมือนกัน แต่คงอีกนาน เล่นฟุตบอลดีกว่าเป็นพนักงานออฟฟิศ สนุกกว่าเยอะ

    - ตอนนี้เรียนอยู่ไหม?

    เรียน ม.6 อยู่ คล้ายๆ โฮม สกูล เป็นหลักสูตรอเมริกา ผมอยากเรียนให้จบปริญญาตรี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในการเรียน ผมมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เรียนจบปริญญาตรีไว้ก็ดี

    - เวลาว่าง?

    นอนครับ นอน แล้วก็ไปเดินเล่นที่ห้าง กินข้าว ไม่ค่อยอยู่บ้าน พ่อก็พูดว่าทำไมไม่พักผ่อนอยู่บ้าน (หัวเราะ)

    เรื่องเที่ยวกลางคืนก็มีบ้างไม่ได้เที่ยวทุกวัน นานๆ ทีมากกว่า ต้องดูด้วยว่าเวลาไหนที่ควรไปหรือเราต้องพักผ่อนแค่ไหน ถ้าใกล้แข่งก็ไม่ควรไป ไม่ใช่ว่าซ้อมตลอดจะไปไหนไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็ไปกับเพื่อนที่เล่นฟุตบอลด้วยกัน

    ผมไม่เคยทำเรื่องไม่ดี ไม่ใช่ว่ายอตัวเองนะ แต่ผมไม่เคยทำอะไรเพี้ยนๆ หรือประหลาดจากที่พ่อแม่สั่งสอนมา เคยทำให้เขาเสียใจครั้งเดียวตอน ป.6 โดดเรียนแล้วเขาจับได้ (ยิ้ม)

    - ทำอย่างอื่นนอกจากเล่นฟุตบอลไหม

    ตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ เอาเงินเก็บที่เก็บไว้มาซื้อทาวน์เฮาส์ 2 ห้อง แล้วก็หุ้นกับน้าทำสตูดิโอถ่ายภาพ ทำได้สักพักแล้ว อยู่ซอย 20 มิถุนาแยก 15 เงินไม่รั่วไหลไปไหน ก็โอเค (ยิ้ม)

    - จะเข้าวงการบันเทิงเหมือนคนอื่นๆ

    เข้าวงการเต็มตัวคงยัง แต่ผมว่าผมก็ทำงานบันเทิงเยอะเหมือนกัน อย่างถ่ายรายการทีวี ถ่ายแบบ มีมาทาบทามให้เป็นดารา นักร้อง แต่บอกปัดไป มีติดต่อให้เขียนพ็อคเก็ตบุ๊กด้วย แต่ผมยังไม่มีอะไรเป็นจุดขายถึงขั้นให้คนมาซื้อได้ ต้องใช้เวลาสักพักทำผลงานให้ดีกว่านี้ก่อน บางงานผมก็ไม่ถนัด อย่างงานเดินแบบ (ยิ้ม) แต่เดินไม่บ่อย มันงงๆ แปลกๆ ยังไงไม่รู้

    ผมอยากประสบความสำเร็จกับฟุตบอลก่อน อยากให้ถึงเป้าหมายสูงสุดที่หวังไว้ เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที

    มีคนมองว่าผมทำงานในวงการมากขึ้นแล้วจะทำให้เล่นฟุตบอลด้อยลง ผมว่าไม่เกี่ยวหรอก อยู่ที่การจัดการเวลามากกว่า ผมรับงานก็ไม่ให้กินเวลาเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว ยังไงฟุตบอลต้องมาก่อนตลอด ถ้ามาชนกับฟุตบอลผมก็ไม่รับ

    - ดูแลตัวเองยังไงเพราะเล่นฟุตบอลด้วย รับงานบันเทิงด้วย

    ไปหาหมอดูแลหน้าบ้าง แล้วใครแนะนำผลิตภัณฑ์อะไรมาก็ใช้ เวลาเล่นในสนามก็ทาครีมกันแดดเอสพีเอฟ 50 (หัวเราะ) แล้วก็ใช้ครีมทาผิว

    เป็นคนสำอางระดับหนึ่ง เพราะเราต้องออกสู่สายตาประชาชนตลอด บางทีดูแลมากๆ ก็เฮ้อ...เหนื่อย แล้วสิวก็ขึ้น

    - เรื่องของสาวๆ ข่าวว่าสาวกรี๊ด?

    เอ่อ...ก็มีมาชื่นชม แต่ไม่มีแนวแปลกๆ อย่างถึงเนื้อถึงตัว หรือหอมแก้ม

    - พักนี้ป็นข่าวกับสาวๆถี่?

    ก็เฉยๆ ผมไม่ซีเรียสนะ คือบางอย่างที่เป็นความจริงก็ยอมรับ ที่ไม่ใช่ก็ไม่ยอมรับ บางเรื่องไปแต่งกันเอง เขียนกันเองซะจนบางทีไม่ได้เป็นอย่างนั้น

    ผมไม่อึดอัด คนอยากขายข่าวก็ต้องทำให้ดูน่าสนใจ ผมเข้าใจ แต่บางทีถ้าแรงไปก็ไม่ค่อยดี มีอะไรอยากให้โทรมาถาม ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเอาไปเขียนเองแล้วเขียนแรงๆ ผมไม่ซีเรียส แต่พ่อแม่ผมเขารู้จักคนเยอะ คนนั้นพูด คนนี้พูด ก็ไม่ดี เขาจะไม่สบายใจ แต่ตัวผมรับได้ ว่าง่ายๆก็ลูกผู้ชาย กล้าทำกล้ารับ

    จริงๆ แล้วไม่ได้กระทบกับการเล่นของผมเลย ในสนามก็ในสนาม เรื่องข้างนอกก็เรื่องข้างนอก คนละส่วนกันอยู่แล้ว ผมทำอะไรก็แบบ...เราคนไทยนะ ยังไงต้องอยู่ในขอบเขตอยู่แล้ว จะให้เหมือนฝรั่งก็คงไม่ใช่ ทำอะไรไม่ให้เสียหายอยู่แล้ว ที่บ้านสอนมาดี (หัวเราะ)

    - มองเรื่องนักกีฬามีแฟนเป็นดารายังไง

    ไม่รู้นะ ผมว่าอยู่ที่คน 2 คนมากกว่า ถ้าคุยกันแล้วก็ใช่ ชอบกัน เข้ากันได้ดี ก็คบกันได้เป็นเรื่องปกติ

    แต่คนอื่นผมไม่รู้ว่าคิดยังไง คิดว่าไต่เต้าสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองหรือเปล่า

    ผมไม่ได้มองว่าคบคนนั้นคนนี้แล้วจะเด่นจะดัง คนเราถ้าจะดังก็ดังเองแหละ ไม่ต้องสร้าง

    - เบื่อกับการตกเป็นข่าวหรือยัง?

    (หัวเราะ) ไม่เบื่อ เฉยๆ จะไปห้ามเขาไม่ให้ทำข่าวก็ไม่ได้ แต่ก็ประหลาดดี อย่างไปงานนักข่าวก็ตามอย่างกับเบ๊กแฮมเลย (หัวเราะ) อยู่วงการฟุตบอลก็ไม่เคยมีใครมาถ่ายขนาดนี้ ทำอะไรก็ถ่ายรูปหมด กินข้าวก็ถ่าย โทรศัพท์ก็ถ่าย คุยกับเพื่อนก็ถ่าย เข้าห้องน้ำก็ถ่าย ก็แบบ...ตลกดี ก่อนหน้าที่จะเป็นข่าวอย่างที่ถูกถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ (รูปธีรเทพกับพิชญ์นาฏ สาขากร) ก็ไม่มีแบบนี้

    ไม่ได้ใช้ชีวิตลำบากขึ้น ผมเฉยๆ กับเรื่องตรงนี้มากเลย ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่แรกแล้วผมก็ปกติ เพราะผมรู้ว่าไม่ได้ทำอะไรเสียหายหรือเสื่อมเสีย

    ที่มา @ มติชน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2006

แชร์หน้านี้

Loading...