ทำไม เศรษฐีถึงไม่รวยตลอดไป (ในเมื่อต้ิองมีจิตเอื้อเฟื้อถึงจะรวยได้)

ในห้อง 'บุญ-อานิสงส์การทำบุญ' ตั้งกระทู้โดย knutcia, 30 มิถุนายน 2013.

  1. knutcia

    knutcia Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +43
    " เศรษฐีในบ้านเรารวมทั้งใน โลกนี้มักเป็นเศรษฐีประเภทขาดทุนมากกว่าได้กำไร นั่นคือ ไม่ชอบที่จะบำเพ็ญบุญต่อ มีแต่กอบโกยเอารัดเอาเปรียบคนอื่น "

    จากข้อความข้างบน ทำให้ผมสงสัยครับว่า
    คนที่จะเป็นเศรษฐีได้นั้น ต้องทำบุญมาดี แล้วการทำบุญนั้นก็ต้องทำด้วยจิตใจที่ดี
    ซึ่งจำเป็นต้องทำบ่อยๆ ถึงจะมีเงินเป็นเศรษฐีได้ เมื่อทำบ่อยๆ จะเกิดเป็นนิสัย

    ีคำถามคือ ในเมื่อ มีนิสัยชอบทำบุญ เมื่อเกิดใหม่ ทำไมนิสัยเหล่านั้น จึงเปลี่ยนกลายเป็น การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นได้ครับ ในเมื่อจิตแต่เดิม เป็นผู้ให้

    ขอบคุณครับ
     
  2. AYACOOSHA

    AYACOOSHA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +2,254
    เพราะไม่รู้จึงหลง...เพราะหลงจึงอยาก...เพราะอยากจึงดิ้นรน...เพราะดิ้นรนจึงยึด...เพราะยึดจึงเกิดทุกข์...เพราะความไม่รู้ของเรา ๆ ท่าน ๆนี้แล...ว่าสิ่งต่าง ๆที่เราได้มีได้เป็นนี้มันเกิดมาจากเหตุ...มันมีเหตุมีปัจจัยผลต่างๆที่ส่งผลให้เราจึงเกิดขึ้น...เพราะความหลงยึดของเรานั้นทำให้หลงลืมไป...ถ้าทุกคนสามารถระลึกชาติได้แล้วล่ะก็..คนที่ทำบาปกรรมสร้างความชั่วคงไม่มี..เพราะการระลึกชาติได้นั้นจะเป็นเครื่องยืนยันเรื่องกฏแห่งกรรมได้เป็นอย่างดี...แต่ในเมื่อเราทุกคนไม่สามารถระลึกชาติกันได้ทุกคน...และพระพุทธศาสนาก็ยังดำรงค์อยู่...ทำตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้จะดีที่สุด...คนใดที่ปรารถนาท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏอันไม่มี่ที่สิ้นสุดนี้ควรทำแต่กุศลไว้เถิด....ส่วนคนที่ปรารถนาจะออกไปจากโลกควรเปลื้องตนเสียจากกุศลและอกุศล... สวัสดี
     
  3. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    เพราะ ยังตัดกิเลสไม่ได้ ยังไม่บรรลุอริยะคุณตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป แม้เคยใจบุญนิยมทำบุญไว้มากในอดีต แต่ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาที่มีกำลังก็ย่อมเข้าถึงความนิยมยินดีในบาปกรรมทั้งหลายได้โดยไม่ยาก..การทำบุญที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาจึงเเม้มีทรัพย์มาก ก็ไม่มีปัญญาบริหารทรัพย์ด้วยความสุจริตหรือไม่สามารถรู้จักประโยชน์ในภพหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง จึงได้แต่รวยและเอารัดเอาเปรียบคนอื่นๆำได้ในวงกว้าง ยิ่งรวยมากยิ่งทำบาปได้มากกว่าคนจนหาเช้ากินค่ำ คนจนนั้นอย่างมากก็ลักเล็กขโมยน้อยได้ไม่กี่ครั้ง ส่วนที่มีบุญทั้งรวยและมีอิทธิพลมาก ทุจริตคอร์รัปชั่นคนทั้งประเทศได้ น่าเห็นใจมากนะครับ........

    ปล...อุปนิสัยในการให้มีอยู่ เขาก็ให้เหมือนกัน แต่เพราะขาดปัญญา ก็ให้เพื่อต่อลาภ มีการให้ใต้โต๊ะ หรือทำบุญเอาหน้าเอาชื่อเพื่อโฆษณาหาเสียงหรือเพื่อธุรกิจของตน..หรือให้ค่าจ้างมือปืนบอดี้การ์ด เลี้ยงสาวน้อยฯลฯเป็นต้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มิถุนายน 2013
  4. knutcia

    knutcia Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +43
    เอ๊ แล้วอย่างงี้เราควรฝึกอย่างไรครับ ให้ชาติหน้าเราิเกิดมาแล้ว ไม่หลงมัวเมาไปกับกิเลส
     
  5. knutcia

    knutcia Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +43
    ขอบคุณ พี่ AYACOOSHA และ พี่ ddman มากเลยครับ ได้ไอเดียเลย
     
  6. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    อนุโมทนาคำถามที่ดีนี้ด้วยครับ...น้อยรายที่จะสนใจถามหาวิธีการได้มาซึ่งปัญญา...อันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพื่อความพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง..

    สิ่งทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ.. เราหวังจะไม่มัวเมาประมาท ก็ต้องทำเหตุเพื่อผลที่ตรงต่อความต้องการ..ผลอย่างหนึ่ง ไม่อาจเกิดได้ด้วยเหตุใดเหตุเดียว แต่เกิดได้จากเหตุปัจจัยมากมาย ดังจะยกมาพอสังเขปดังนี้..



    ๑. การได้พบกัลยาณมิตร..มีพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระสงฆ์สุปฏิปัณโนทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าบัณฑิตผู้รู้ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้ได้ทราบว่าสิ่งใดเป็นบุญ-บาป คุณ-โทษตามจริง...เรียกว่าได้ปัญญาขั้นการฟัง อย่ามัวแต่ใส่บาตรอย่างเดียวหรือถวายสังฆทานอย่างเดียว..ควรมีเวลาฟังธรรมบ้าง อ่านพระธรรมของพระพุทธเจ้าบ้างฯลฯ

    ๒. เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว ก็ยังโยนิโสมนัสสิการให้แล่นไปได้ ย่อมไม่หลงเชื่อสิ่งงมงายที่ขาดเหตุผลเช่นการสะเดาะห์เคราะห์ด้วยการไปให้พระตีหัว อย่างที่คนรวยชอบทำกัน..หรือทำพิธีต่ออายุด้วยพิธีกรรมแปลกๆ ที่คนรวยนิยมอีกเช่นกัน..แต่รู้และเชื่อว่ากรรมีผล สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของเฉพาะตน เมื่อประสงค์จะรักษาตนไว้ในความเกษมปลอดภัยก็ให้ทาน ประพฤติศีลและเจริญภาวนาสม่ำเสมอ เป็นต้น ย่อมสามารถเจริญบุญยกิริยาวัตถุได้ด้วยความแยบคาย ไม่ได้ทำเพราะชาวบ้านว่าดี หรือเขานิยมกัน แต่ฉลาดคิดที่จะทำด้วยอาการที่เป็นไปเพื่อละกิเลส จึงไม่ต้องดิ้นรนตามเขาไปทำกรรมฐานเพื่อล้างซวย หรือเปลื้องหนี้ ถูกหวยฯลฯ

    ๓. เมื่อตนมีโยนิโสมนัสสิการ ฉลาดทำบุญด้วยความมีปัญญา ย่อมเข้าถึงการสั่งสมเป็นอุปนิสสัยที่มีกำลังกล้า อุปนิสสัยเช่นนี้ย่อมตามไปในอัตภาพหน้าให้เป็นคนมีปัญญาในทางที่ถูก คือเมื่อจะให้ก็เพราะคิดสงเคราะห์ คนอื่น..ไม่ได้คิดเอาหน้าหรือเพื่อต่อลาภ..จะทำอะไรย่อมใคร่ครวญด้วยดีว่านี้มีประโยชน์ มีเหตุผลรองรับตามพระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสสอน..

    ๔. หลีกห่างจากพาลชน นี้เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ เพราะคนพาลย่อมมีอิทธิพลต่ออุปนิสสัยใจคอเราเมื่อคบกันอยู่ เช่นตอนแรกๆเราอาจนับถือคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างหนักแน่น แต่ต่อมาบาปกรรมซัดผลมาให้ตกอับ พาลมิตรผู้รู้จักช่องทางทำบาปมาแนะนำมิจฉาอาชีวะให้ เราผู้กำลังเดือดร้อน ในเวลานั้น ย่อมมีใจไม่มั่นคง ย่อมคล้อยตามพาลชนไปโดยง่าย ก็สามารถทุจริตในหน้าที่ ต่อมา จากฐานะขาดแคลน กลายเป็นผู้มีอันจะกิน คราวนี้ บาปไรๆก็ไม่รู้จัก ไม่ศรัืทธาเชื่อเรื่องกรรมอีก กลายเป็นเข้าถึงความวิบัติเขลาบอดเหมือนเดิมด้วยประการฉะนี้แล..


    ๕. การอธิษฐาน ย่อมยังประโยชน์ที่ตนปรารถนาให้สำเร็จได้ ดังพระพุทธองค์ทรงอธิษฐานเพื่อพระโพธิญานมาเมื่อ๔อสงไขยเศษแสนกัปป์จึงได้เข้าถึงพระฐานะแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าได้ แม้เราเองก็ควรอธิษฐานหลังจากทำบุญว่าขอผลบุญนี้พึงเป็นปัจจัยให้เรามีสัมมาทิฏฐิ มีปัญญา ได้พบกัลยาณมิตรได้ฟังพระธรรม มีศรัทธา ตั้งมั่นในพระรัตนตรัยอย่างเดียว ไม่นิยมนับถือสิ่งอื่นนอกพระศาสนา มีหิริโอตตัปปะ มีเมตตาพรหมวิหารตลอดไปทุกชาติจนกว่าจะได้บรรลุพระนิพพานเทอญ..

    ดังนี้..
     
  7. พูน

    พูน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    595
    ค่าพลัง:
    +2,481
    มันทำยากไง เลยไม่รวยตลอดไป ลองตอบคำถามง่ายๆละกัน
    - มหาเศรษฐี สมัยพุทธกาล ทำทานแบบตัดชีวิต หรือให้หมดตัว หรือให้ในส่วนของตัวเองด้วยศรัทธา กล้าไหม เอาผ้านุ่งตัวเอง ให้พระ หรือคนที่ขาดแคลนใช้
    - ถ้าคุณมี เงินร้อยบาท ทำทานกับทุกแหล่ง ศาสนา คนยากไร้ ฯลฯ สักหกสิบ ใช้แค่พอตัว สี่สิบ ถ้าคุณทำงานเหนื่อยยากมีร้อยล้าน ให้เท่าเดิมไหม ส่วนพันล้าน หมื่นล้านไม่ต้องถาม
    เดี๋ยวจน เดี๋ยวมี เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตาย ดูน่าขัน เร่งไปนิพพานกันพลันเทอญ
     
  8. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,019
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,733
    คำอธิฐานที่ใช้อยู่ หากจะพอมีประโยชน์ก็ลองดูนะคะ

    ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว .) ............................................................
    ............................................................................
    ..........................................................................

    หากแม้ยังไม่ถึง ซึ่ง พระนิพพานเพียงใด ขอคำว่า อวิชชา คำว่า มิจฉาทิฎฐิ คำว่าติด คำว่าขัด คำว่า ไม่มี ไม่รู้ ไม่ชัดแจ้ง คำว่าโง่เขลาเบาปัญญา คำว่าขี้ขลาดขี้กลัวคำว่าขี้หลงขี้ลืมในคุณความดีทั้งหลาย คำว่าเสื่อม จากมรรคผลวิชชาต่างๆ
    จงอย่าได้มีอย่าได้ปรากฎ อย่าได้มีอย่าได้ปรากฎ อย่าได้มีอย่าได้ปรากฎ แก่ตัวข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้ ตราบเข้าพระนิพพานเทอญ...


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2013
  9. ญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +564
    นี้แหละครับความน่ากลัวที่สุดของ การเวียนว่ายตายเกิด
     
  10. AYACOOSHA

    AYACOOSHA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +2,254
    พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีสติและโยนิโสมนสิการ การที่เรามีสติรู้ตัวทุกเวลา ทำให้เราสามารถควบคุมจิตของเราเพื่อแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ได้ ทั้งกุศลและอกุศล และเมื่อมีความเชื่อแวดล้อมในสังคมถ้าหากเรามีโยนิโสมนสิการแล้วล่ะก็ เราก็จะรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อความเชื่อที่ไร้เหตุผลได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเมื่อเราหลงทางไปหากตนไม่เตือนตนให้กลับมาในทางที่ถูกแล้วใครจะมาเตือนได้ ถ้าถึงขั้นถูกครอบงำแล้วใครๆก็ไม่สามารถเตือนได้เช่นกัน การกระทำในกองการกุศลต่างๆ นั้น โดยส่วนตัวแล้วผมอยากจะให้ทุกคนทำบุญกับทุกระดับชั้น อย่ามุ่งหวังเพียงแต่คิดว่า นึกว่า การที่เราจะบุญนั้น เราต้องทำกับพระสงฆ์ฝ่ายเดียว ยังมีอื่นๆอีกมากมาย ที่อยู่รอบ ๆตัวเรา ไม่ว่าจะ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน คนข้างบ้าน คนข้างถนน หมู หมา กา ไก่ต่างๆ เพราะผมคิดว่าจุดมุ่งหวังของพระศาสดา คือ การที่พวกเราทุกๆคนเอื้อเฟื้อแก่กันและกัน ไม่มีการแบ่งชั้น เห็นอกเห็นใจกัน ผมคิดว่าความอดอยากและความเลวร้ายในสังคมคงเบาบางลงไปมาก กี่ครั้งแล้วที่เราเอาน้ำไปใส่ตุ่มที่เต็มอยู่แล้ว แม้จะล้นแต่ก็ยังเติมเข้าไปอีก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอาไปเจือจานในส่วนอื่น ๆบ้าง ยังมีตุ่มอื่น ๆอีมากมายที่รอการช่วยเหลืออยู่ รวมทั้งตัวของพวกเราทุก ๆคนด้วย อย่าสนใจแต่บุญใหญ่ บุญเล็ก ๆ ทำบ่อย ๆบารมีก็เต็มได้ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าทำบุญ ให้เราหันกลับมาทำใจกันด้วย สวัสดี
     
  11. king938

    king938 ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มกราคม 2009
    โพสต์:
    356
    ค่าพลัง:
    +1,103
    คิดได้ไงเนี่ย สุดยอด..สาธุ
     
  12. ballbeamboy2

    ballbeamboy2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +1,618
    มันมี ธรรรมอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ธรรมที่ทําให้คนรวยเป็นคนจน ผมจําได้คร่าวๆอาจจะหมดหรือไม่หมด ก็ไม่แน่ใจนะครับ ลองหาดู พอของหายแล้วไม่หา พอของเสียแล้วไม่ซ่อม ตั้งให้คนทุจริตทุศีลเป็นเจ้าบ้าน ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่แน่ใจมีอีกไหมจําได้แค่นี้ พระพุทธเจ้าก็เทศน์ธรรมที่ทําให้ เป็นคนรวยเหมือนกัน หาอ่านดู
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2013
  13. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    มันขึ้นกับวาระที่บุญหรือบาปส่งผลด้วยนะ อย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บำเพ็ญทานบารมีมามากขนาดไหน แต่พอวาระกรรมส่งผลก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย
     
  14. RYO

    RYO เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +456

    ผมว่าคุณมองโลกลบไปหน่อยนะ และอีกอย่างเพื่อนผมรวยๆ ชอบทำบุญกันแทบทุกคนแหละ
    ถึงแม้เขาจะไม่ได้แตกฉานในธรรม แต่ก็ทำบุญกันเป็นปกติ ยังชวนผมไปบ่อยๆเลย ทุกคนใจดีมีนํ้าใจหมด ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกันอย่างที่คุณว่าเลย มีแต่การช่วยเหลือกันเท่านั้นแหละ... แต่ก็นะสังคมของคุณกับของผมอาจจะแตกต่างกัน สรุปคือทำตัวเองให้ดี ถ้าเห็นใครดีก็โมทนา จบ สาธุ
     
  15. กิติชา

    กิติชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    14
    ค่าพลัง:
    +95
    ขออนุโมทนา สาธุ อ่านแล้วมีประโยชน์ทุกความคิดเห็นเลยคะ
     
  16. mam7734

    mam7734 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    319
    ค่าพลัง:
    +349
    หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดธรรมชาติจึงไม่ทำให้คนระลึกชาติได้ละค่ะ จะได้มีแต่คนดีดี ในภพใหม่
     
  17. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    ความจริงในธรรมชาติมีอยู่ว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น ดำเนินไปด้วยการประชุมพร้อมของเหตุปัจจัยจำนวนมาก..จึงไม่มี"ใคร"หรือ"อะไร"มีอำนาจในการควบคุมบังคับบัญชาอะไรๆให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ได้อย่างแท้จริง..การคาดหมายว่าใครๆย่อมระลึกถึงชาติหนหลังได้จึงเป็นความฝันที่ไม่อาจเป็นจริงได้ ทั้งผู้ที่ระลึกชาติได้ ก็ใช่ว่าจะได้สติมีสัมมาทิฏฐิ กลับถึงกับเชื่อว่าที่ตนได้เกิดมาดีมีสุขก็เพราะทำชั่วมาก็มี...อย่างเช่นที่กล่าวในพระไตรปิฎกในชาติที่พระพุทธองค์ได้เกิดเป็นพระนารทพรหม ซึ่งกล่าวถึงเรื่องของอำมาตย์คนหนึ่งที่ระลึกถึงชาติก่อนว่า ตัวเองทำชั่ว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้มาก แต่ชาตินี้ได้ดีมาเป็นถึงอำมาตย์ ขณะที่ยาจกคนหนึ่งก็ระลึกได้ว่าชาติก่อนเคยเป็นเศรษฐี ทำบุญทำทานจนตลอดชีวิต แต่มาเกิดใหม่เป็นคนยากจนเข็ญใจ ทำให้คิดว่า บาปบุญ ไม่มีจริง ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะความสามารถในการระลึกชาติมีน้อย และการให้ผลของกรรมเป็นเรื่องซับซ้อน ทำให้เข้าใจผิดไปได้

    หรือบางรายอาจเกิดมานะกล้าขึ้นเมื่อระลึกได้ว่าชาติก่อนตนเคยเกิดเป็นกษัตริย์หรือพรหมมาก่อน เอาแน่อะไรไม่ได้...เพราะยังเป็นปุถุชนกิเลสยังหนาแน่นกันมาก ....ควรแต่จะสดับศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าให้มากจึงจะได้ปัจจัยเพื่อปัญญาและสัมมาทิฏฐิที่แท้จริง..นอกจากวิธีนี้แล้ว ที่จะไ้ด้ความเห็นถูกหรือเกิดปัญญารู้ถูกทำถูกนั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้เลย..

    ..
     

แชร์หน้านี้

Loading...